“พลังงาน” ประเมินความเสี่ยงด้านน้ำมัน วางแผนรับมือตามสถานการณ์ “พาณิชย์” เปิดโครงการ “ไทยช่วยไทย” ลดค่าครองชีพประชาชน
สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยกระดับขึ้นต่อเนื่อง นอกจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซแล้ว ยังมีความเสี่ยงที่จะปิดช่องแคบบับเอลมันเดบบริเวณทะเลแดง ซึ่งเป็นอีกเส้นทางสำคัญในการขนส่งสินค้าและน้ำมัน กระทรวงพลังงาน ได้ประเมินความเสี่ยงการจัดหาน้ำมันไว้ 3 ระดับ คือ 1. ผลกระทบไม่รุนแรงแต่การเดินเรืออาจช้า 2. ช่องแคบฮอร์มุซปิดเกิน 1 เดือนแต่ยังคงนำเข้าน้ำมันดิบได้ และ 3. ไม่สามารถนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางได้ทั้งหมด ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในระดับที่ 2.2 ซึ่งมีโอกาสขยับขึ้นหรือลงได้ตามสถานการณ์การสู้รบ ทั้งนี้หากต้องอยู่ในระดับ 3 ได้เตรียมมาตรการปันส่วนน้ำมัน เพื่อจัดลำดับความสำคัญให้หน่วยงานที่จำเป็นก่อน เช่น โรงพยาบาลและรถพยาบาล การจำกัดการใช้พลังงานในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การกำหนดเวลาเปิด-ปิดสถานีบริการน้ำมัน การควบคุมการเปิด-ปิดไฟ และการปรับเวลาให้บริการของห้างสรรพสินค้า พร้อมเน้นย้ำการส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซล B20 กับรถบรรทุกและรถกระบะที่สามารถเติมได้ 15 ยี่ห้อ โดยตรวจสอบได้ที่ฝาถังน้ำมัน หรือตรวจสอบรุ่นรถผ่านเว็บไซต์ของกรมธุรกิจพลังงาน (www.doeb.go.th) ส่วนความจำเป็นที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ต้องประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันกลางดึก เนื่องจากต้องรอให้ตลาดสิงคโปร์ปิดและปล่อยราคาน้ำมันในช่วงเวลา 19.00 - 20.00 น. เพื่อนำมาคำนวณโครงสร้างราคาเป็นเงินบาท พร้อมทั้งพิจารณาสถานะกองทุนฯ และผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรอบด้าน ส่วนการลดภาระค่าครองชีพประชาชน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดตัวโครงการ “ไทยช่วยไทย” วันที่ 1 เมษายน 2569 โดยร่วมมือกับภาคเอกชนและห้างค้าปลีก นำสินค้ากว่า 1,000 รายการมาลดราคาสูงสุด 50% นอกจากนี้ยังติดตามการสต็อกสินค้า
การกระจายสินค้า และแนวโน้มราคาจำหน่าย ในวันที่ 2 เมษายน 2569 จะเชิญกลุ่มผู้ผลิตสุกร ไก่ และไข่ไก่
ร่วมกำหนดแนวทางบริหารจัดการราคาจำหน่ายให้เหมาะสม โดยคำนึงถึงทั้งเกษตรกรผู้ผลิตและผู้บริโภคเป็นสำคัญ
#พลังงานประเมินความเสี่ยงด้านน้ำมัน #วางแผนรับมือตามสถานการณ์ #พาณิชย์เปิดโครงการไทยช่วยไทย
#ลดค่าครองชีพประชาชน #กระทรวงพลังงาน #กระทรวงพาณิชย์ #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง