เสียง “ประโคมย่ำยาม” ดังก้อง คือถ้อยทำนองแห่งราชประเพณีอันทรงเกียรติ ที่ดำรงอยู่คู่พระบรมราชพิธีมาแต่โบราณกาลทุกจังหวะของสังข์ แตร ปี่ และกลอง คือเสียงแห่งความจงรักภักดีที่ขับขานถวายใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท เสียงดนตรีไม่เพียงบอกยาม หากยังบอกเล่าความผูกพันระหว่างฟ้าและแผ่นดิน จากอดีตกาลถึงปัจจุบัน พระสุรเสียงแห่งดนตรีนี้ยังคงขับขานด้วยความเคารพสูงสุด คือเสียงแห่งกาลเวลา ที่สะท้อนพระเกียรติยศและพระเมตตาอันหาที่สุดมิได้

เสียง “ประโคมย่ำยาม” ดังก้อง คือถ้อยทำนองแห่งราชประเพณีอันทรงเกียรติ ที่ดำรงอยู่คู่พระบรมราชพิธีมาแต่โบราณกาลทุกจังหวะของสังข์ แตร ปี่ และกลอง คือเสียงแห่งความจงรักภักดีที่ขับขานถวายใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท เสียงดนตรีไม่เพียงบอกยาม หากยังบอกเล่าความผูกพันระหว่างฟ้าและแผ่นดิน จากอดีตกาลถึงปัจจุบัน พระสุรเสียงแห่งดนตรีนี้ยังคงขับขานด้วยความเคารพสูงสุด คือเสียงแห่งกาลเวลา ที่สะท้อนพระเกียรติยศและพระเมตตาอันหาที่สุดมิได้
.
การประโคมย่ำยาม คือหนึ่งในราชประเพณีเก่าแก่ อันเป็นเสมือน “เสียงแห่งแผ่นดิน” ที่ก้องกังวานอยู่คู่ราชสำนักไทยมาแต่โบราณ เป็นการบรรเลงดนตรีไทยประกอบพระราชพิธีพระบรมศพหรือพระศพ เพื่อเทิดพระเกียรติแห่งพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ อีกทั้งยังเป็นสัญญาณแห่งเวลา บอกยามให้เหล่าเจ้าพนักงานได้รู้กำหนดแห่งหน้าที่  ดั่งเสียงดนตรีที่ขับขานความเป็นระเบียบแห่งราชพิธี และจังหวะแห่งชีวิตในราชสำนัก
.
ในอดีตกาล การประโคมใช้วงสังข์ แตร ปี่ไฉน และกลองชนะ จากงานเครื่องสูง สำนักพระราชวังเพียงวงเดียว เจ้าพนักงานแต่งกายด้วยชุดโบราณราชประเพณีสีแดง ประโคมตามพระราชอิสริยยศวันละ 8 ยาม  ทุกสามชั่วโมงต่อครั้ง นับตั้งแต่ยามรุ่งอรุณจนถึงยามดึกดื่นตีสามของอีกวัน ดุจเสียงแห่งกาลเวลาที่ไม่เคยหลับใหล
.
ในพระราชพิธีพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้โปรดให้ปรับเป็นการประโคม 6 ยามต่อวัน งดไว้เพียงยามเที่ยงคืนและยามตีสาม โดยกำหนดจังหวะแห่งพระราชพิธีไว้อย่างงดงามเป็นระเบียบ เช่น ยามหกโมงเช้าเริ่มสวดพระอภิธรรมและประโคมย่ำยาม ยามเก้าโมง ยามเที่ยง ยามบ่ายสาม ยามหกโมงเย็น และยามสามทุ่ม  ทุกเสียงที่บรรเลงคือถ้อยคำแห่งความจงรักภักดีที่ไม่ต้องเอื้อนเอ่ย
ต่อมา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โปรดให้เพิ่มวงปี่พาทย์นางหงส์ จากกลุ่มดุริยางค์ไทย สำนักการสังคีต กรมศิลปากร เข้าร่วมประโคมต่อจากวงสังข์ แตร และกลองชนะ เพื่อสืบสานขนบอันทรงคุณค่าที่เคยใช้ในพระราชพิธีพระบรมศพ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
.
ชื่อ “ปี่พาทย์นางหงส์” มาจากหน้าทับนางหงส์  จังหวะตีอันอ่อนช้อยดั่งร่ายรำของนางหงส์ในห้วงเวหา วงประกอบด้วยปี่ชวา ระนาดเอก ระนาดทุ้ม ฆ้องวงใหญ่ ฆ้องวงเล็ก กลองทัด และฉิ่ง บรรเลงเพลงเรื่อง นางหงส์ ที่เรียงร้อยด้วยบทเพลงห้าท่อน ได้แก่ พราหมณ์เก็บหัวแหวน
สาวสอดแหวน
แสนสุดสวาท
แมลงปอทอง
แมลงวันทอง
ทุกท่วงทำนองล้วนเปี่ยมด้วยรสแห่งความอาลัยอันละเมียดละไม
วงปี่พาทย์นางหงส์ ของกลุ่มดุริยางค์ไทย สำนักการสังคีตฯ ประกอบด้วยเครื่องดนตรี ดังนี้
.
1. ปี่ชวา 1 เลา
2. ระนาดเอก 1 ราง
3. ระนาดเอกเหล็ก 1 ราง
4. ระนาดทุ้ม 1 ราง
5. ระนาดทุ้มเหล็ก 1 ราง
6. ฆ้องวงใหญ่ 1 วง
7. ฆ้องวงเล็ก 1 วง
8. กลองทัด 2 ใบ
9. ฉิ่ง 1 คู่
.
ขั้นตอนการประโคมเริ่มต้นด้วยเสียงมโหรทึก สังข์ แตรฝรั่ง และแตรงอน บรรเลงเพลง “สำหรับบท” ก่อนส่งต่อให้ปี่ไฉน เปิง และกลองชนะ บรรเลงเพลง “พญาโศกลอยลม” เพลงแห่งความเศร้าสะเทือนที่ดั่งลอยตามลมแห่งอาลัย เมื่อจบลง วงปี่พาทย์นางหงส์จึงขึ้นประโคมเพลงเรื่อง นางหงส์ ปิดท้ายราชพิธีอย่างสง่างาม
.
และเมื่อเสียงสุดท้ายของระนาดดับลงในอากาศ  ความเงียบอันสงบก็โอบล้อมพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทไว้ ดั่งเสียงฟ้ากับแผ่นดินได้ร่วมถวายความอาลัยแด่ “แม่แห่งแผ่นดิน” ผู้ทรงเป็นดั่งแสงสว่างแห่งปวงชน

#NBTConnext  #คนคลองกระแชง  #เล่าเท่าที่รู้


image รูปภาพ
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar
Tag