หมายกำหนดการที่จะประทับอยู่ในประเทศไทยเพียงเดือนเดียว จำต้องขยายออกไปเนื่องจากมีพระราชกรณียกิจสำคัญหลายประการที่ต้องทรงปฏิบัติอย่างต่อเนื่องภายหลังที่สงครามโลกครั้งที่ ๒ ได้สิ้นสุดลง ด้วยไทยได้ประกาศสงครามกับมหาอำนาจฝ่ายพันธมิตร ดังนั้นภาระเร่งด่วนของรัฐบาลหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช คือการเจรจาเพื่อฟื้นฟูสัมพันธไมตรีกับประเทศฝ่ายพันธมิตรซึ่งเป็นฝ่ายมีชัยชนะ และสามารถทำความตกลงเพื่อยุติภาวะสงครามระหว่างไทยกับบริเตนใหญ่และอินเดียได้เป็นผลสำเร็จ เมื่อวันที่ ๑ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๘๙ จากนั้น ในวันที่ ๑๙ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๘๙ ทหารฝ่ายสัมพันธมิตรได้จัดการสวนสนามเพื่อแสดงแสนยานุภาพและถวายความเคารพแด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ผู้ทรงเป็นพระประมุขของประเทศ ครั้งนั้นได้เสด็จพระราชดำเนินทรงตรวจพลสวนสนามพร้อมด้วยลอร์ดหลุยส์ เมานต์แบตเทน (Lord Louis Mountbatten) ผู้บัญชาการทหารฝ่ายพันธมิตรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ ท้องสนามหลวงและถนนราชดำเนิน นับเป็นเหตุการณ์สำคัญยิ่งต่อเกียรติภูมิของชาติ แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยยังคงมีอำนาจอธิปไตยโดยสมบูรณ์มิได้ตกอยู่ใต้การยึดครองของชาติอื่น ต่อมา เมื่อลอร์ดหลุยส์ เมานต์แบตเทน กราบบังคมทูลลาจากประเทศไทย ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก เมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๙
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ทรงดำรงพระองค์เป็นพุทธศาสนูปถัมภกอย่างแท้จริง ทรงสนพระราชหฤทัยในพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง แม้จะทรงเจริญวัยในดินแดนที่มิได้นับถือพระพุทธศาสนา แต่ทรงได้รับการอบรมให้ซาบซึ้งในความเป็นไทย ทรงใฝ่พระราชหฤทัยในการศึกษาพระธรรมคำสอน และขนบธรรมเนียมประเพณีไทย แม้ในเวลาก่อนเสด็จเข้าที่พระบรรทมจะเสด็จไปทรงกราบพระทุกคืน อีกทั้งยังทรงแสดงพระองค์เป็นพุทธมามะกะตั้งแต่คราวเสด็จมาสยามในครั้งแรก โปรดที่จะเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรวัดสำคัญในกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง ทั้งยังโปรดที่จะสนทนาวิสาสะกับพระเถระชั้นผู้ใหญ่ประจำวัดนั้น ๆ การเสด็จนิวัติประเทศไทยครั้งนี้ทรงตั้งพระราชหฤทัยแน่วแน่ว่า เมื่อเสด็จกลับไปทรงศึกษาต่ออีกเพียงปีครึ่งก็จะสำเร็จการศึกษาปริญญาเอกทางกฎหมาย หลังจากนั้นมีพระราชกุศลเจตนาที่จะทรงผนวชในพระพุทธศาสนา ดังสำเนาพระราชหัตถเลขาถึงสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ในวันที่ ๑๙ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๘๙ ความว่า
“ทูลสมเด็จพระสังฆราช ด้วยหม่อมฉันมีประสงค์จะได้แนวการศึกษาทางพระพุทธศาสนาเพื่อเตรียมตัวในการที่จะอุปสมบทในกาลต่อไป ครั้นจะค้นหาอ่านจากตำราจำนวนมากก็มีเวลาน้อย ถ้าจะได้รับจากสังฆราชานุเคราะห์ให้ได้ศึกษาจากตำราง่าย ๆ และเป็นทางลัด โดยจัดเป็นกัณฑ์ ๆ ไม่มากนักพอหาโอกาสอ่านได้เดือนละกัณฑ์ กว่าจะถึงเวลาอุปสมบทของหม่อมฉันก็จะได้รับความสะดวก หนังสือเรื่องนี้ต้องการอ่านทั้งในเวลาพักอยู่ในเมืองไทย และแม้ไปพักอยู่ในต่างประเทศ จึงขอพระราชดำริและสังฆราชานุเคราะห์มา”
ส่วนการศาสนาอื่น ๆ นั้น ทรงใส่พระราชหฤทัยในฐานะที่ทรงเป็นองค์อัครศาสนูปถัมภกดังเช่นในวันที่ ๒๖ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๘๙ ได้เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระอนุชาทรงเยี่ยมมัสยิดต้นสนเป็นการส่วนพระองค์ โดยเสด็จทางชลมารคเข้าคลองบางกอกใหญ่ เรือพระที่นั่งจอดเทียบ ณ ท่าน้ำของมัสยิด มีจุฬาราชมนตรี แช่ม พรหมยงค์ เฝ้ารับเสด็จและนำชมโดยรอบมัสยิด พร้อมกับทรงเยี่ยมราษฎรที่มาเฝ้ารับเสด็จรอบมัสยิดอีกด้วย ต่อมาในวันที่ ๔ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๘๙ เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระอนุชา ทรงเยี่ยมอาสนวิหารอัสสัมชัญ หลังจากนั้น เสด็จเยี่ยมโรงเรียนอัสสัมชัญอย่างไม่เป็นทางการ โดยมีบาทหลวงโชแรงนําเสด็จพระราชดําเนินเยี่ยมชม การเสด็จเยือนศาสนสถานทั้ง ๒ ครั้งนี้ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่เปี่ยมด้วยพระเมตตาต่อทุกศาสนา และเป็นที่ประทับใจของบรรดาศาสนิกชนทั้งอิสลามและคริสต์ตลอดไป
นับแต่สงครามโลกยุติลง ประเทศจีนกลายเป็นประเทศมหาอำนาจเพราะเป็นกลุ่มประเทศที่เป็นฝ่ายชนะสงคราม จึงทำให้ชาวจีนในไทยบางกลุ่มมีความฮึกเหิมทำการเรียกร้องสิทธิบางประการจากรัฐบาลไทย ก่อให้เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงในหมู่ชาวไทยและชาวจีน ระยะนั้นหนังสือพิมพ์ได้เผยแพร่ข่าวว่า ชาวจีนรุม “เลี๊ยะแพะ” หมายถึง การรุมทำร้ายคนไทยอยู่เนือง ๆ เหตุการณ์มีความรุนแรงและขยายขอบเขตออกไปในวงกว้างจนแทบจะกลายเป็นสงครามกลางเมืองย่อย ๆ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบถึงปัญหา ความบาดหมางระหว่างกัน มีพระราชดำริว่าหากปล่อยให้มีความขุ่นข้องบาดหมางไว้เช่นนี้ จะนำผลร้ายในอนาคต ทรงตระหนักว่าการเสด็จออกไปเยี่ยมเยียนในท้องถิ่นที่ชาวจีนอาศัยอยู่ ย่อมจะประสานรอยร้าวที่มีมาแต่เดิมให้สนิทสนมได้ วันที่ ๓ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๘๙ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระอนุชาเสด็จประพาสสำเพ็ง ชุมชนและย่านการค้าขายของชาวจีนที่เก่าแก่ที่สุดของกรุงเทพฯ ชาวสำเพ็งทั้งจีน อินเดียและไทย ต่างแต่งกายอย่างประณีตงดงามที่สุดคอยรอรับเสด็จหน้าร้านของตนเองเต็มทั้งสองฝากฝั่งถนน ทุกห้างร้านต่างเตรียมสิ่งของไว้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย ทั้ง ๒ พระองค์เสด็จพระราชดำเนินอย่างช้า ๆ ผ่านห้างร้าน ผ่านบรรดาพ่อค้าแม่ค้าที่รอเฝ้า ทรงทักทายผู้รับเสด็จด้วยพระพักตร์ยิ้มแย้ม ทรงทักทายไต่ถามทุกข์สุขและการทำมาหากินอย่างเป็นกันเอง ประชาชนทั้งจีน อินเดีย และไทยต่างก็ตื่นเต้นปลาบปลื้มและปีติยินดีที่ได้มีโอกาสเฝ้ารับเสด็จอย่างใกล้ชิด ทรงใช้เวลาเสด็จพระราชดำเนินอยู่ในสำเพ็งไม่น้อยกว่า ๔ ชั่วโมง เป็นระยะเวลาที่ทรงพระดำเนินด้วยพระบาทไม่น้อยกว่า ๓ กิโลเมตร นับแต่นั้นสถานการณ์ที่เป็นรอยร้าวระหว่างชาวไทยชาวจีนได้กลับประสานสนิทแน่นแฟ้นดังเดิม พระปรีชาญาณและพระราชจริยาวัตรอันงดงามได้เชื่อมใจพสกนิกรทุกหมู่เหล่าให้เกิดสำนึกว่าทุกชีวิต ไม่ว่าเชื้อชาติใดต่างอยู่ใต้พระบรมโพธิสมภารของพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวกัน พระผู้ทรงเป็นฉัตรคุ้มเกล้าชาวสยามให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุขตลอดไป
ที่มา : ๑. หนังสือ เจ้านายเล็ก ๆ – ยุวกษัตริย์ โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์
๒. หนังสือ ก่อนเสด็จ ลับเลือนหาย โดยสำนักพิมพ์ dmg Books
๓. หนังสือใต้ร่มพระบารมี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บุรพกษัตริย์แห่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ โดย สำนักงานราชบัณฑิตยสภา
๔. หนังสือที่ระลึกอนุสรณ์ในการพระราชทานเพลิงศพ พลเอก สำราญ แพทยกุล องคมนตรี โดยมูลนิธิอัฏฐมราชานุสรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์
๕. วารสารเมืองโบราณ https://www.muangboranjournal.com
#เฉลิมเกียรติพระบารมี๑๐๐ปีพระอัฐมรามาธิบดินทรราชา
#ยุวกษัตริย์พระผู้อยู่ในใจไทยตลอดกาล
#ทุกเชื้อชาติทุกศาสนาใต้ร่มพระบารมี