จากปริมาณน้ำทางตอนบนและฝนที่ตกเพิ่ม วันที่ 8 กันยายน 68 กรมชลประทานทยอยปรับการระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยาที่จังหวัดชัยนาทจากเดิมอัตรา 1,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็น 1,700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนและแม่น้ำน้อยสูงขึ้น กระทบพื้นที่นอกคันกั้นน้ำหลายแห่ง โดยเฉพาะคลองโผงเผง จังหวัดอ่างทอง และพื้นที่ริมแม่น้ำน้อยในอำเภอเสนา บางบาล และผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประชาชนหลายพันครัวเรือนต้องยกของขึ้นที่สูงและเฝ้าระวังน้ำล้นตลิ่ง ในอำเภอเสนา ระดับน้ำหน้าเขื่อนป้องกันน้ำเริ่มวิกฤติ หน่วยงานท้องถิ่นเร่งซ่อมแนวคันกั้นน้ำที่ทรุด และเตรียมเครื่องจักร-อุปกรณ์สาธารณภัยเข้าประจำตลอด 24 ชั่วโมง ขณะที่ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ พร้อมสั่งการป้องกันไม่ให้ระดับน้ำล้นเข้าสู่เขตเศรษฐกิจ โดยมีกองทัพ และ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยสนับสนุนการเสริมพนังกั้นน้ำและช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่เสี่ยง สำหรับเขื่อนใหญ่ในภาคเหนือและอีสาน ได้แก่ เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อย เขื่อนห้วยหลวง และเขื่อนร้อยเอ็ด ได้ทยอยเพิ่มการระบายน้ำเพื่อรองรับปริมาณน้ำใหม่ โดยผลกระทบยังจำกัดเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำริมน้ำที่ต้องเฝ้าระวังใกล้ชิด